ไว้อาลัยให้ CTW...

ขอให้กลับมาเป็นห้างสุดคูลอีกครั้งด้วยเถิด T T

 

.....

 

เวลาไปบินกินนอนอยู่ต่างประเทศ  สิ่งทีลูกเรือไทยขาดไม่ได้คือการเสาะหาร้านอาหารไทย

กินอาหารไทยจากร้านอาหารไทยในเมืองนอกบ่อยๆเข้า จึงค้นพบว่า

อาหารไทยในเมืองนอกส่วนใหญ่รสชาติเผ็ดน้อย..หวานนำ..เป็นเหมือนกันแทบทุกร้าน

หวานทุกจาน หวานทุกร้าน หวานไม่น่าให้อภัย

ใครซักคนบอกว่ามันเป็นรสชาติในแบบที่ฝรั่งชอบ..ขายฝรั่ง ก็ต้องทำรสแบบนี้ ซึ่งขัดใจคนไทยที่อยากกินอาหารไทย รสชาติไทยๆเป็นอย่างมาก

ถึงแม้จะสั่งว่าขอรสจัด แซ่บๆแบบไทยๆ แต่ก็ไม่วายหวานจ๋อยอยู่ดี

เคยสั่งว่าขอแบบที่พวกพี่ๆพ่อครัวแม่ครัวทำกินกันเองในร้านเลยก็ได้

แล้วเป็นไง ต้มข่าไก่..ตักเข้าปากไป นึกว่ากินกล้วยบวชชี..ส่วนเมนูต้มยำ รสชาติเหมือนแกงส้มไม่มีผิด

คืออะไรที่มันควรจะเผ็ด ก็ทำให้เผ็ดซิ..อะไรที่ไม่ควรหวาน ก็อย่าทำให้หวาน

 

หน้าตาอาหารไทยในเมืองนอกออกจะแปลกตาไปบ้าง ทันทีที่สั่งอาหารง่ายๆอย่างกะเพราไก่ไข่ดาว ดูๆไปคล้ายผัดผักรวมใส่ไก่ไม่มีผิด เพราะนอกจากใบกะเพราแล้วยังมีบร๊อคโคลี่ แครอท หอมหัวใหญ่ ถั่วลันเตาที่เป็นฝักๆ พริกหวานสีเขียวๆแดงๆผัดรวมมาด้วย

และไม่ว่าจะสั่งผัดขี้เมา ผัดพริกแกง ผัดพริกขิง ผัดน้ำมันหอย ข้าวผัด ผัดซีอิ๊ว ราดหน้าหรือแม้แต่อะไรซักอย่างทอดกระเทียม ก็จะมีรายการผักดังกล่าวใส่มาเหมือนกันทุกจาน

มั่นใจมาก ว่าร้านอาหารไทยในออสเตรเลียแปดในสิบร้าน ทำแบบนี้เหมือนกันหมด และแน่นอนว่าทุกจาน..หวานสุดโต่ง

สงสัยว่าจะใส่ผักพวกนี้เพื่ออะไร..เพิ่มปริมาณ..เพิ่มคุณค่าทางอาหารหรืออย่างไร..หรือฝรั่งคนไหนมันบอกว่า บ้านมันกินแบบนี้ ก็ต้องใส่แบบนี้ หรือจริงๆมันก็แค่อาหารไทย ที่ทำขายฝรั่ง..อย่าคิดมาก

 

จริงๆออกจะเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย ทำอะไร ใส่อะไรให้มาก็กินหมดแหละ เพียงแต่รู้สึกว่ารสชาติอาหารไทยแท้ๆแบบที่ทำกินกันเองในเมืองไทย ฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทยกินแล้วติดใจนักหนา มันขายฝรั่งเมืองนอกไม่ได้หรืออย่างไร ถึงต้องจับมาปู้ยี้ปู้ยำกันซะขนาดนั้น

ยำวุ้นเส้นที่ตะบี้ตะบันใส่แต่หมูสับ รสเปรี้ยวแหลมจากน้ำมะนาวปลอมๆ..ก็เป็นอีกจานที่รับไม่ได้

อ่อ..บางร้านทำพริกน้ำปลา..แต่ใช้ซีอิ๋วขาว หรือซ้อสแม๊กกี้แทนน้ำปลาซะงั้น

 

ส่วนเรื่องราคา โปรดอย่าได้คิดกลับเป็นเงินไทย เมนูที่สั่งบ่อยมากคือกะเพราไก่ราดข้าว จานละ 9 เหรียญออสซี่ ถ้าเอาไข่ดาวด้วยเพิ่มอีก 1.50 เหรียญออสซี่ รวมแล้วตกจานละเฉียดๆสามร้อยบาทไทยเลยทีเดียว

แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นจำพวกกุ้ง ปลาหมึก ปลา..ราคาก็พุ่งไปจานละเกือบๆสี่ร้อยบาทไทยนู่นนน

ในขณะที่กะเพราไก่ไข่ดาวราดข้าวของป้าอั๋นใต้คอนโดจานละ 35 บาทถ้วน

เคยมีผู้โดยสารฝรั่งบนไฟลท์ไปกรุงเทพบอกว่า ชอบกินอาหารไทยตามร้านในซิดนีย์มากๆ ชมไม่ขาดปากว่าอร่อยอย่างนั้นอย่างนี้..บอกฝรั่งไปว่า เดี๋ยวเครื่องแลนด์ทีกรุงเทพปุ๊ป ยูไปหาอาหารไทยกินเลยนะ แล้วยูจะลืมอาหารไทยจอมปลอมที่ซิดนีย์ไปเลย

 

นึกขึ้นมาได้ว่า ในตัวเมืองซิดนีย์จะมีร้านซุปเปอร์มาเกตคนไทยอยู่ร้านนึง ที่นั่นจะมีข้าวกล่องที่เป็นอาหารไทยขายด้วยหลายสิบเมนูอย่างข้าวคลุกกะปิ ข้าวผัดน้ำพริกกุ้งเสียบ น้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด ลาบหมู ยำปลาเค็ม ขนมจีนน้ำยา ข้าวมันไก่..และเมนูขนมหวานไทยๆอีกเพียบ

รสชาติดี จัดจ้านเหมือนกินอยู่เมืองไทยเด๊ะๆ..สนนราคากล่องละ 7-10 เหรียญออสซี่

โรงแรมที่ลูกเรือพักอยู่นั้น ไกลจากตัวเมืองพอดู แต่ถ้าใครซักคนอาสาเข้าเมืองปุ๊บ เป็นต้องหอบข้าวกล่องจากร้านนี้กลับมาเป็นสิบกล่อง อบเชยซื้อกินเอง 3-4 กล่อง เก็บในตู้เย็นได้นาน 2-3 วัน จะกินก็หยิบมาอุ่นไมโครเวฟของโรงแรม

เคยดูรายการอะไรซักอย่างที่พิธีกรพาไปตระเวนชิมร้านอาหารไทยๆในกรุงเทพอยู่สองร้าน..เมื่อพิธีกรถามหัวหน้าพ่อครัว หรือเชฟประจำร้านที่เป็นคนไทยแท้ๆว่าไปร่ำเรียน ฝึกปรือการทำอาหารไทยจากที่ไหน อย่างไร..เชฟฝีมือดีจากทั้งสองร้านตอบว่า เรียนการทำอาหารไทยมาจากเชฟฝรั่งที่ประเทศอังกฤษ!!!

กิจกรรมที่ทำทันทีหลังจากเครื่องแลนด์ที่กรุงเทพทุกครั้งคือ ไปนั่งกินข้าวต้มโต้รุ่งข้างทางริมถนนติวานนท์กับพ่อ

นั่งกินมันทั้งชุดยูนิฟอร์มนั่นแหละ..อย่าได้แคร์

ไปกินทีไร ก็สั่งแต่เมนูเดิมๆ ต้มยำปลากะพง หมูสับผัดหนำเลี๊ยบ ปลาหมึกผัดไข่เค็ม หอยแครงลวก ยำเห็ดฝาง ปลาสลิดทอด

โอ้วว..หิว

 

กุมภา..บินไปมา ลาล้าลา

posted on 23 Feb 2010 12:31 by pandorabox

สี่เดือนที่ผ่านมาอิอบเชยบินรากเลือด..

เวลาอยากไปบิน แม่งให้สะแตนบายอยู่บ้านซะครึ่งเดือน

เวลาอยากอยู่บ้านนิ่งๆ ก็ให้กูไปบินทีละสามอาทิตย์รวด

อืมม..ความต้องการของเรามักสวนทางกับความเป็นจริงหรือสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอ

เวบบริษัทจะเข้ายากเข้าเย็นไปถึงไหน..กะอีแค่จะเข้าไปเช็คเมล เช็คตารางบินของตัวเอง ต้องผ่านด่านการใส่ username ที่ไม่เหมือนกัน 2 อัน..password ที่ไม่เหมือนกันอีก 2 อัน..แถมด้วยการคลิ๊ก password ที่เป็นรูปภาพ 3 รูปที่เจ้าของเมลต้องเป็นคนเซ็ต..

มึงคิดว่ากูคลุกข้าวกับโอเมก้า3 กินทุกวัน ความจำดีขนาดนั้นเลย..ว่างั้น..กะอีแค่ท่องชื่อเมนูอาหารบนเครื่องไว้บอกผู้โดยสาร ก็เหนื่อยจะแย่

อ่อ..แล้วพาสเวิดสำหรับเช็คเมลบริษัทเนี่ย..ก็เสือกหมดอายุทุกเดือน ต้องตั้งพาสเวิดใหม่ทุกเดือน ตั้งซ้ำอันเก่าก็ไม่ได้อีก..

บินเจียนตายขนาดนี้ ไม่ได้มีเวลามาเช็คพาสเวิดบ่อยๆว่ามันจะหมดอายุเมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีคือแม่ง..เช็คเมลไม่ได้ พาสเวิดหมดอายุไปแล้ว.. reset เองก็ไม่ได้อีก วิธีเดียวคือต้องโทรไป reset กับ IT Helpdesk ของบริษัทที่แม่ง..ไม่เคยช่วยอะไรกูได้ ไม่เคยมีใครรับสาย ให้กูติดต่อใหม่ ติดต่อใหม่..นี่พวกมึงมีตัวตน มานั่งทำงานกันมั่งหรือเปล่าเนี่ย..ห่านจิก!!!

ล่าสุดอิอบเชยพาสเวิดหมดอายุนานเป็นเดือน..เมื่อกี๊เพิ่งโทรไปขอ reset..เวลาโทรไปเนี่ย ก็ต้องฟังที่มันจะบอกทำนั่นให้กด1 ทำนี่ให้กด2 กว่าจะมาถึง reset password ก็ต้องกด 6..กดปุ๊บ แม่งก็วนมาหน้าเมนูอีกรอบ กด1 กด2 บลา บลา บลา..

เฮ้ย ก็กด6 แล้ว ทำไมไม่ให้คุยอ่ะ..กว่าอิอบเชยจะได้คุยกับมนุษย์ตัวเป็นๆ ก็ต้องกด 6 ไปอีกสามรอบถ้วน

วันหลังมึงก็บอกกูซิว่าให้กด 666...วู้วว

ไม่ได้เช็คเมลบริษัทนานเป็นเดือน เปิดมาอีกทีเมลใหม่ใน inbox 151 อัน..อันที่มีสาระจริง เป็นประโยชน์ในการทำงานจริงมีอยู่ 4 อัน..ที่เหลือ 147 อัน อิอบเชยลบทิ้งเกลี้ยง

....

ไปงาน A Book Street Fair ที่เอสพลานาด เมื่อวันที่ 7 กุมภา..ปกติมีงาน A Book Fair ทีไร อบเชยติดบินตลอด อดไปตลอด คราวนี้โชคดี หยุดอยู่บ้านพอดี๊ พอดีเลย

อบเชยมีความสุขมาก ประหนึ่งว่าเป็นหนูน้อยโดโรธีเดินเล่นในสวนดอกไม้ ไปถึงก็หยิบๆๆๆ ช้อปปิ้งหยิบหนังสือเหมือนคนอดอยากตัวหนังสือมาสามชาติ ได้หนังสือมาสามถุง หมดไปสองพันกว่าบาท..โอ้วว สบายใจ

ในชีวิตคนเราคงมีของไม่กี่อย่างที่สามารถซื้อได้โดยไม่ต้องเลือก ไม่ต้องคิด เห็นปุ๊บ หยิบปั๊บ เดินไปจ่ายตังค์ได้เลย..หนึ่งในของเหล่านั้นของอบเชยก็มีหนังสือของ A Book นี่ล่ะ

เห็น "วิชัย" ตัวเป็นๆด้วย..อยากเดินเข้าไปแบ่บ..เอ่ออ พี่วิชัยคะ ชอบหนังสือพี่จังเลยค่ะ แช่แฟ้บมั่กๆๆ..ขอลายเซ็นหน่อยค่ะ...แต่ก็..เขินอ่ะ เห็นพี่เค้ายืนคุยกะคนนั้นคนนี้อยู่..อิอบเชยก็เดินเลียบๆเคียงๆเมียงๆมองๆอยู่นานแล้วก็..ไปดีกว่า..ว้า..เขินจัง

เคยพก "สิ่งมีชีวิตในโรงแรม" และ "ตะคริว ณ นิ่วใจ" ขึ้นไปอ่านบนเครื่อง ลูกเรือฝรั่งถามว่าหนังสืออะไร..อืมม อธิบายไม่ถูกอ่ะ บอกฝรั่งไปว่าเป็น depressed therapy..อยากฆ่าผู้โดยสารขึ้นมาเมื่อไหร่ อ่านเล่มนี้แล้วจะอารมณ์ดีขึ้นเยอะ

กะว่าถ้ามีงาน A Book อีกเมื่อไหร่ จะไปเดินเมียงมองขอลายเซ็น "วิชัย" อีก